ขั้นที่ 1สวยเป็นรอง
-----------------------------------------------------------------------

สะพานลอย
สภาพยามเย็นหลังเลิกเรียนเป็นเรื่องปกติที่ฉันเจอมันทุกสุดสัปดาห์ฮิญาบผืนยาวคลุมร่างที่อยู่คู่กับชุดกระโปรงสีดำและผ้าปิดหน้า
มันไม่เคยพลาดที่จะโบกพลิ้วเล่นสายลมอย่างสนุกสนาน
ไม่ว่าฉันจะเดินฟังเครื่องเล่น mp3 ที่เปิดบรรยายเสียบหูอยู่ข้างหนึ่ง
ยืนรอรถเมล์ หรือก้าวลงจากรถเมล์อย่างรวดเร็วเพราะเสียงเร่งเครื่องบังคับ
มันก็ไม่เคยพลาดที่จะทำหน้าที่ของมันอย่างดี
แถมยังมีคู่หูของมันคือ เจ้าชุดกระโปรงยาว ที่ฉันต้องคอยระวังไม่ให้เหยียบ
เมื่อบวกกับกระเป๋าถือสีดำใบใหญ่ที่บรรจุตำราคู่กายแล้ว
มันก็ดูจะเป็นภาระหลายอย่างจัง
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่ารำคาญอะไรหรอกนะ เพราะนี่คือฮิญาบที่ฉันน้อมรับ
ฉันกลับมองว่ามันคือการฝึกให้เราแก้ปัญหาซะอีก
มาถึงเส้นทางเดิม...
ฉันก้าวลงจากรถแล้วจะข้ามสะพานลอยเพื่อกลับบ้าน
ดูจะเหมือนกับทุกครั้ง แต่ต่างกัน...
แน่นอนว่าฉันต้องถกกระโปรงขึ้นมานิดนึงขณะก้าวขึ้นสะพานลอย
เพราะความปลอดภัยในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ
ฉันก็ทำเช่นนี้ทุกครั้ง และไม่มีปัญหาอะไร
แต่วันนี้ ฉันรู้สึกว่ามีคนกำลังขึ้นสะพานตามหลังมา
และคิดว่าเขาคือผู้ชายที่ลงจากรถเมล์มาพร้อมกัน
ยิ่งแย่กว่านั้นคือ ฉันรู้สึกว่าเขากำลังมอง และเขาต้องเห็นอะไรแน่
เพราะฉันอยู่ข้างหน้า และกำลังยกให้ชายกระโปรงสูงขึ้น
แต่ฉันก็ตั้งสติไม่ให้ตระหนกเกินไป
เมื่อเดินทิ้งห่างจากเขามาพอควร ฉันจึงตัดสินใจหันกลับไปมอง
ใช่! เป็นผู้ชายจริงๆ และเขาก็เห็นด้วยตอนที่ฉันดึงกระโปรงขึ้น
ฉันเห็นสีหน้าเขาผิดหวังเล็กๆ แล้ว...
ก็อดขำไม่ได้ว่า เขาเห็นกางเกงขายาวที่ฉันใส่ไว้ข้างในจริงๆ ด้วย!
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ใส่กางเกงไว้ข้างใน ปลอดภัยกว่า
-------------------------------------------------------
ชีวิตโสด...
มุอ๊าซ : ผมเรียนจบวิศวะ อิเล็คฯ ลาดกระบัง ตอนนั้นทำงานอยู่ที่ระยอง
นัสรีน : ก่อนเกิดเหตุการณ์ตอนนั้น กำลังเรียนอยู่ปี 3ธรรมศาสตร์ อยู่หอที่รังสิต
อะไรทำให้คิดว่าพร้อม (แต่งงาน) แล้ว?
มุอ๊าซ : ผู้ใหญ่ที่บ้านกระตุ้น ตอนนั้นผมก็ทำงานแล้ว คิดว่าพร้อมแล้ว
เลือกยังไง?
มุอ๊าซ : คุยปรึกษากับคนที่บ้าน ตอนนั้นตั้งเกณฑ์ไว้ 2ข้อ คือ ปิดหน้าและเป็นที่ยอมรับของคนในบ้าน
ไม่ได้คบกันมาก่อน?
นัสรีน : เคย เห็นหน้ากันสมัยเรียนหนังสือตอนเด็กๆ แต่ไม่ได้รู้จักคุ้นเคยอะไรเพราะรุ่นห่างกันมาก หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกัน พี่มุอ๊าซเค้ามาเจอเราอีกทีตอนไปเรียนภาษาอาหรับที่ศูนย์บริการวิชาการ แต่เราก็ไม่เห็นพี่เค้า ตอนที่ไปที่บ้านเค้าก็ยังไม่เอะใจ แถมพี่ชายเราก็ปิดปากเงียบ (เก็บความลับดีมาก 55) เรารู้เรื่องก็ตอนพี่เค้าจะบุกมาขอที่บ้านแล้ว
มุอ๊าซ : เริ่ม แรกได้ส่งข่าวให้พี่ชายนัสรีนรู้ (แต่ยังไม่บอกเจ้าตัว) พอดีปีนั้นออกอีดที่บ้านผม เลยเชิญครอบครัวเค้ามาที่บ้าน ให้แม่และพี่สาวช่วยกันหาข้อมูลทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็คือคุยและสังเกตจากเจ้าตัวเองเลย ส่วนทางอ้อมก็สอบถามจากญาติพี่น้องและคนรู้จัก หลังจากนั้นพอที่บ้านผมตกลงกันว่าจะขอ ก็ส่งข่าวว่าจะขอไปเยี่ยมครอบครัวนัสรีน ซึ่งพอไปจริงๆ แล้วก็สู่ขอในวันนั้นเลย แต่ฝ่ายหญิงก็ยังไม่ตอบรับทันที
ขอแล้วก็คบกันได้?
มุอ๊าซ : หลัง จากนั้นผมก็ไปเยี่ยมที่บ้านนัสรีนอีกหลายครั้ง มีของติดไม้ติดมือไปบ้าง ไปพูดคุยกับพ่อแม่ให้ฝ่ายหญิงได้เก็บข้อมูลเรา เวลาไปไม่เคยคุยกันเอง ก็เลยไม่ต้องพูดถึงคุยโทรศัพท์หรือไปไหนมาไหนด้วยกัน ไม่มีแน่ๆ ... ประมาณ 6เดือนต่อมา (ขอสารภาพว่าระยะเวลาอาจคลาดเคลื่อน เพราะจำไม่ได้) ฝ่ายหญิงตอบตกลง ก็มาคุยกันที่บ้านผมนัดหมายวันนิกะฮฺหลังนัสรีนเรียนจบ
ทำไมถึงเป็นคนนี้?
นัสรีน : ช่วง ที่พี่เค้าจะเข้ามา เราก็สอบถามข้อมูลจากคนรู้จัก ยังไม่ได้รายละเอียดอะไรมาก แต่หลังจากที่พี่มุอ๊าซมาขอ เราก็ส่งคำถามให้พี่ชายไปสัมภาษณ์ พี่เค้าอัดเทปตอบกลับมา ถามเรื่องกิจวัตรประจำวัน อาม้าลต่างๆ และวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการวางแผนในอนาคตสำหรับครอบครัว อีกหลายๆ เรื่องที่ทำให้เห็นมุมมองของพี่เค้า ตรงนี้ได้ข้อมูลเยอะมาก ประกอบกับข้อมูลที่พ่อแม่และพี่ชายช่วยกันหามา ตลอดเวลาก็พยายามละหมาดอิสติคอเราะฮฺ เรื่อยๆ ทำให้เรามอบหมายต่ออัลลอฮฺมากขึ้น
ตอน นั้นเราได้ข่าวว่าเหมือนจะเข้ามาขอมากกว่าหนึ่งคน แต่เหตุผลที่เลือกพี่มุอ๊าซ คือ เป็นคนเดียวที่พ่อแม่เราพอใจและสนับสนุน เป็นเหตุผลหลัก ประกอบกับเหตุผลอื่นๆ ที่เราได้สัมภาษณ์ สอบถามจากคนข้างเคียงของเราและของพี่เค้าได้ข้อมูลมาว่าเป็นคนดี เราฝันว่าได้แต่งงานกับพี่เค้า (พร้อมกับรู้สึกดี) ตลอดจนขั้นตอนต่างๆ ในกระบวนการมาขอมันง่ายดายมาก เหมือนกันกับที่เราขอดุอาอฺไว้ว่า ถ้าใครเป็นคนที่อัลลอฮฺเลือกให้เรา ขอให้เค้ามาขอคนแรก ให้ขั้นตอนต่างๆ ง่ายดาย และเราอยากได้ความฝันเป็นสัญญาณชัดๆ ... รู้สึกหลายๆ อย่างมันฟ้องว่า “คนนี้แหล่ะ”
มะฮัรแพง?
นัสรีน : เรา อยากไปทำฮัจญ์ นี่คือเหตุผลนึงที่อยากเรียนจบเร็วๆ เพราะถ้าจบสี่ปีเต็มช่วงไปทำฮัจญ์ก็อาจตรงกับสอบ แต่ถ้าจบเร็วก่อนเทอมนึงก็ไม่ติดสอบแน่ๆ พอวันนั้นคุยกันก็เลยเสนอมะฮัรเป็นเรื่องนี้ ตอนแรกเราก็รู้สึกว่ามันแพงไป เราอยากเป็นเจ้าสาวที่มะฮัรถูก แต่พอทางพี่เค้าบอกว่ายังไงหลังแต่งก็จะพาไปอยู่แล้ว เราก็เลยตกลงตามนั้น ... พอตอนหลังมาคุยกันก็คิดว่าดีแล้วที่รีบไปทำฮัจญ์ตั้งแต่ตอนนั้น ไม่อย่างนั้นคงต้องรอจนลูกโตกว่าจะได้มีโอกาสอีก
วันแต่ง...
นัสรีน : อัล ฮัมดุลิลลาฮฺ งานแต่งงานเหมือนอย่างที่เราตั้งใจไว้ คือเห็นตัวอย่างจากคู่ของเชคริฎอและพี่อัสนา แยกหญิงชายคนละที่เลย เราประทับใจงานนั้นมาก พอดีว่าเจ้าบ่าวของเราก็คือน้องชายพี่อัสนา งานเลยออกมารูปแบบเดียวกัน ที่บ้านหลังเดียวกัน มีพิเศษอีกหน่อยเพราะแต่งพร้อมกัน 3คู่เลย
รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่?
นัสรีน : เรา ไม่เคยคบกันก่อนแต่ง สัมพันธ์ของเราเริ่มตั้งแต่ผ่านพิธีนิกะฮฺ คิดว่าตั้งแต่ตอนนั้นล่ะที่อัลลอฮฺทรงให้เรารักกัน รู้สึกเลยว่าเป็นจริงตามที่พระองค์บอกในอัลกุรอานว่ารักที่แท้จริงเกิดขึ้น หลังแต่งงาน เราอาศัยการปรับตัวและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เมื่อเป้าหมายของเราเป็นหนึ่งเดียว มีปัญหาอะไรก็พูดคุยกันง่าย ตอนนี้พระองค์ทรงให้มีลูกชายคนหนึ่ง เค้าเหมือนเป็นเครื่องเชื่อมโยงให้สัมพันธ์ของเราแน่นแฟ้นขึ้น แม้จะมีเรื่องวุ่นๆ ให้หงุดหงิดใจมากขึ้น แต่เราก็พบความสุขกายและความสงบในหัวใจที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เรา อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
-----------------------------------------------------------------------------

ความรัก - อิบาดะฮฺของหัวใจ
ความรักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจทุกดวง แต่แตกต่างกัน เพราะมนุษย์แต่ละคนรู้จักและคิดกับมันไม่เหมือนกัน
บาง คนมองความรักเป็นเรื่องไม่สำคัญในชีวิต ไม่สนใจที่จะเรียนรู้และควบคุมมัน โดยอาจลืมไปว่าความรักเกี่ยวพันกับชีวิตเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคนมองความรักเป็นเพียงสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง
โดยไม่ใยดีความรักต่อ บุพการีที่สำคัญกว่า หลายต่อหลายคนพยายามให้คำนิยามและสร้างมาตรฐานขึ้นเพื่อควบคุมมัน แต่นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกร่างขึ้นจากมนุษย์ผู้มีข้อบกพร่อง มันจึงอ่อนแอ อ่อนไหว และโอนเอน...
ความรักของผู้ศรัทธา มิได้เป็นเพียงความหอมหวานที่กล่อมเกลาหัวใจให้เป็นสีชมพู หากแต่เป็นอิบาดะฮฺที่ขัดเกลาหัวใจมีคุณค่า
ความ รักอันดับแรกของผู้ศรัทธาซึ่งได้มอบให้กับอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาล ผู้ทรงสูงส่ง นั้นเป็นแนวทางสำหรับความรักรูปแบบอื่นๆ ซึ่งจะไม่มีวันหลง
ผู้ศรัทธาที่รักอัลลอฮ ฺย่อมรู้ว่าเขาต้องรักใครอีกบ้างเพราะอัลลอฮฺทรงสั่งใช้ เขาจะไม่บกพร่องต่อบุคคลที่สมควรได้รับความรัก
อัน ได้แก่ บรรดานบี บุพการี สามี-ภรรยา ลูกหลานเครือญาติ และพี่น้องมุสลิม และไม่ว่าเขาจะมีความรักต่อตัวเอง สัตว์ หรือสิ่งของใดก็ตาม
เขาก็จะเรียนรู้ที่จะจำกัดให้ความรักเหล่านั้น อยู่ในขอบเขตที่อัลลอฮฺทรงอนุมัติ
ซึ่งเป็นขอบเขตที่สมดุล
เกาะฎออฺ เกาะดัร - กำหนดที่ลงตัว
หากมนุษย์คนหนึ่งถูกให้เกิดมา พร้อมกับกำหนดทุกอย่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นั่นย่อมเป็นการบั่นทอนกำลังใจเป็นที่สุด เพราะเขาไม่ได้รู้สึกเลยว่าชีวิตเป็นของตัวเอง เขาไม่มีสิทธิ์คิดหรือตัดสินใจอะไรเลย
ในทางกลับกัน หากมนุษย์คนหนึ่งถูกให้เกิดมาพร้อมกับความเป็นอิสระอย่างเต็มที่ ไม่มีอะไรถูกกำหนดไว้เลยสำหรับเขา เขาเลือกที่จะเป็นอย่างไรและตัดสินใจอะไรก็ได้ นั่นย่อมสร้างภาระเกินตัวให้กับเขาอีกเช่นกัน เขาไม่สามารถนิ่งนอนใจได้
เพราะต้องขวนขวายหาสิ่งต่างๆ ให้กับตนเองอยู่เสมอ
โดยที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นมันเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ และจะสร้างความวุ่นวายและเดือดร้อนให้กับใครในสังคมหรือเปล่า
แต่ในความเป็นจริง เราคือมนุษย์ซึ่งถูกให้เกิดมาด้วย “เกาะฎออฺ เกาะดัร” อันลงตัว อัลลอฮฺทรงกำหนดบางสิ่งไว้สำหรับเรา เช่น เพศ รูปร่างหน้าตา ฐานะ ฯลฯ ซึ่งผู้ศรัทธาเชื่อมั่นว่านั่นคือสิ่งที่ดีสำหรับเขา (แม้ว่าบางครั้งเขาอาจไม่ชอบมัน) นี่เป็นหลักศรัทธาที่ทำให้เรามีจิตใจสงบ
เพราะ มั่นใจว่าหากสิ่งใดเป็นริสกีที่อัลลอฮฺทรงกำหนดแก่เราแล้ว มันย่อมมาถึง แต่หากสิ่งใดที่อัลลอฮฺมิได้ทรงกำหนดแก่เราแล้ว มันย่อมไม่มาถึง
ขณะที่อัลลอฮฺทรงกำหนดบางเรื่องไว้แล้ว พระองค์ก็ทรงให้มนุษย์มีอิสระในบางเรื่อง เช่น การตัดสินใจเลือกทำความดีหรือความชั่ว (แต่การกระทำของเราจะเกิดขึ้นได้เมื่ออัลลอฮฺทรงประสงค์) เมื่อมนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจเลือกทำดีหรือทำชั่วด้วยตนเองแล้ว การรับผลตอบแทนในโลกหน้าก็เป็นสิ่งที่เขาต้องยอมรับ
เตาบะฮฺ - ประตูแห่งความหวัง
หากมนุษย์ถูกปิดประตูแห่งการกลับเนื้อกลับตัวเมื่อทำผิด
โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นความผิดที่ร้ายแรงแล้ว
เขาย่อมหมดกำลังใจ ไม่มีแรงฮึดที่จะเปลี่ยนแปลง
และอาจถึงขั้นรั้นทำแต่ความชั่วให้รุนแรงขึ้นอีกก็เป็นได้
แต่อัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์กลับเนื้อกลับตัวเมื่อทำผิดพลาด พระองค์ทรงเปิดรับการกลับเนื้อกลับตัวของบ่าวเสมอ
ดังหะดีษที่ท่านนบีصلى الله عليه وسلم กล่าวว่า
“แท้จริง อัลลอฮฺจะแผ่พระหัตถ์ของพระองค์ในตอนกลางคืน เพื่อรับการเตาบะฮฺจากผู้ที่ทำบาปในเวลากลางวัน
และจะแผ่พระหัตถ์ของพระองค์ในเวลากลางวัน
เพื่อรับการเตาบะฮฺจากผู้ที่ทำบาปในเวลากลางคืน จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น”
และในอีกหะดีษหนึ่ง
“แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงรับการเตาบะฮฺของบ่าว (ทุกเวลา)
เว้นแต่ในสภาพที่วิญญาณใกล้จะออกจากร่าง”
การเตาบะฮฺเป็นสิ่งสร้างกำลังใจให้มนุษย์ ทำให้มีแรงยืนหยัดทำความดี เพราะด้วยความอ่อนแอที่อาจพลาดพลั้งทำผิดไป เมื่อเตาบะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างจริงใจแล้ว ตราบใดที่พระองค์ยังมิทรงให้มะละกุลเมาตฺนำวิญญาณออกจากร่างไป เราก็ยังมีความหวังในการสะสมความดีให้เพิ่มพูน
อิสลาม - ระบอบชีวิตที่สมบูรณ์
“อิสลามเป็นระบอบการดำเนินชีวิต” เป็นประโยคที่เราได้ยินกันจนชินหู และมักถูกหยิบยกมาบอกกล่าวแก่คนที่ไม่ใช่มุสลิมอยู่บ่อยๆ
ซึ่ง นอกจากพวกเขาอาจไม่เข้าใจแล้ว บางคนถึงกับส่ายหน้าเลยด้วยซ้ำ เพราะในภาพของศาสนาอื่นที่เป็นเพียงเรื่องของพิธีกรรมหรือจริยธรรม เขาจึงไม่อาจจินตนาการได้ว่าศาสนาจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
อย่างการแต่งกาย การกินอาหาร การเข้าห้องน้ำ
หรือแม้แต่เรื่องใหญ่ๆ เช่น การปกครอง ฯลฯ
หน้าที่ของเราในฐานะมุสลิมจึงไม่ใช่เพียงพูดประโยคนี้ซ้ำๆ ให้เขาเชื่อไปเอง ไม่ใช่การถ่ายทอดอิสลามลงในหน้ากระดาษอย่างเดียว
และไม่ใช่การเก็บประโยคนี้ไว้โดยไม่บอกกล่าวใคร ...
แต่ เรามีหน้าที่ทำความเข้าใจ ศึกษา และเรียนรู้ความเป็นระบอบชีวิตที่สมบูรณ์ของอิสลาม เก็บมาถ่ายทอดให้มันปรากฏอยู่ในการดำเนินชีวิตของเรา
ด้วยการแต่งกาย คำพูด กริยามารยาท และสิ่งต่างๆ ที่อิสลามสอน
เมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราแล้ว
การเผยแผ่อิสลามก็จะหลอมรวมอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา
นี่แหล่ะคือการประกาศว่า “อิสลามเป็นระบอบการดำเนินชีวิต” ที่แท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น