วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เรื่องสั้น

ฉันถูกใส่ร้าย
มีชายผู้หนึ่งได้กล่าวให้ร้ายท่านอิหม่ามญะฟัร อัล-ศิดดิ๊ก ต่อมาภายหลังท่านอิหม่ามได้ไปเยี่ยมชายผู้นั้นและกล่าวขึ้นว่า “เมื่อท่านได้ต่อว่าฉันในบางสิ่ง ฉันได้นิ่งเงียบโดยไม่ตอบโต้ ถ้าหากสิ่งที่ท่านต่อว่าฉันนั้นเป็นความจริง ฉันขอบอกท่านว่าฉันจะขอสำนึกผิดและฉันจะไม่ยอมทำผิดเช่นนั้นอีก แต่ถ้าหากสิ่งที่ท่านกล่าวหาฉันนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ฉันขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดให้การอภัยโทษแก่ท่าน ฉันขอให้อภัยต่อท่านในสิ่งที่ท่านได้พูดใส่ร้ายฉันโดยจะไม่ขอตอบโต้หรือใส่ร้ายท่านกลับไป” 
   
อ่านหนังสือหาย


เพื่อนคนหนึ่งของนัสรุดดิน เอ่ยถาม “ทำไมท่านจึงเอาหนังสือมัดติดขาของท่านแบบนั้นหละ”
นัสรุดดิน “ก็มันจะได้ไม่หายไง”
เพื่อน “แต่หากท่านมัดติดขาแบบนั้นแล้วท่านจะอ่านมันได้ยังไง”
นัสรุดดิน “อ้าว! ถ้าหากหนังสือมันหายไปแล้วฉันจะอ่านมันได้ยังไงหละ”



น้ำใจต้องไร้เส้นแบ่ง


วันหนึ่งท่านนบีอิบรอฮีมได้เชิญชายผู้หนึ่งมากินอาหารที่บ้าน แต่ต่อมาเมื่อท่านได้ทราบว่าชายคนนั้นไม่ใช่มุสลิมท่านจึงได้ยกเลิกการเชิญนั้น ทันใดนั้นเอง พระผู้เป็นเจ้าได้มีพระวัจนะลงมาในทันทีว่า “ท่านไม่ยอมให้อาหารแก่เขาเพียงแค่วันเดียวเพียงเพราะเขานับถือศาสนาต่างจากท่าน ในขณะที่ชีวิตอีกเจ็ดสิบปีที่เหลือของเขานั้นฉันเป็นผู้ดูแลและให้ปัจจัยยังชีพแก่เขาทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้ปฏิเสธ และการที่ท่านจะเลี้ยงอาหารเขาเพียงค่ำคืนเดียวนั้น มันไม่ได้ทำให้ท่านยากจนลงแต่ยังใด” (เล่าโดย อิหม่ามฆอซาลี)

บันไดปลดห่วงสวย



ขั้นที่ 1สวยเป็นรอง
    
       อย่าให้ “ความสวย” เป็นประเด็นใหญ่ในความคิด ลองหาข้อดีเรื่องอื่นของตัวเองเก็บไว้ภูมิใจแทนความสวย เช่น รู้ภาษาอาหรับ เรียนเก่ง ทำอาหารอร่อย ฯลฯ แต่เรื่องนี้คงต้องออกแรงสู้กันหน่อย เพราะสังคมมักให้ความสำคัญกับความสวย (บางครั้งก็โดยอัตโนมัติ) จนทำให้เราพลอยอยากจะเป็นคนสวยไปด้วย คำแนะนำสำหรับเรื่องนี้คือ พยายามสมาคมกับ “คนไม่ติดห่วงสวย” เข้าไว้ เผื่อจะได้รับอิทธิพลความคิดเขามาบ้างไม่มากก็น้อย (หมือนเขียนคำนำในรายงานเลย ^^”)
    
ขั้นที่ 2ลดเวลาหน้ากระจก
    
ถ้าเวลาหน้ากระจกของเรายังเป็น “บ่อยครั้ง” หรือ “ครั้งละนานๆ” คงต้องรีบปรับปรุง เพราะการกระทำเช่นนี้แหล่ะที่บ่งชี้ว่าเรากำลังให้ความสำคัญกับความสวย สิ่งหนึ่งที่พึงตระหนักไว้คือ เมื่อจะออกนอกบ้าน เราเพียงต้องการแต่งกายให้ “เรียบร้อย” เท่านั้น ไม่ได้ต้องการ “สวย” เพราะมันขัดกับวัตถุประสงค์ของฮิญาบที่ปกปิดความสวยงาม ดังนั้นการส่องกระจกของเราก็จะเพียงเพื่อดูว่า อืมม แต่งกายมิดชิดดี ไม่บาง ไม่รัดรูป จัดผ้าได้เรียบร้อย ไม่มีรอยแป้งเปรอะ ... ประมาณนี้ก็พอ
    
    
    
       อีกคำแนะนำหนึ่งคือ เมื่อส่องกระจกให้กล่าวดุอาอฺพร้อมรำลึกถึงความหมาย วิธีนี้จะช่วยแปรเปลี่ยนคำถามที่ว่า “ฉันสวยรึยังน้า” ให้เป็น “ฉันมีมารยาทดีพอรึยังน้า”
    
ขั้นที่ 3โละชุดสวย (นอกบ้าน)
    
       คำแนะนำสำหรับการจัดการกับชุดหวานตัวโปรด แบบที่ไม่ต้องเลิกใส่ คือ เปลี่ยนมาใส่ในบ้านและสวยในบ้านแทน แต่มีข้อแม้ว่าคนที่จะสวยให้ดู คือ บรรดามุสลิมะฮฺและมะหฺรอมของเรา และต้องสวยแบบไม่โป๊ (ประมาณว่ากระโปรงยาว เสื้อมีแขน ไม่บาง ไม่รัดรูป) แต่ถ้าสำหรับคุณสามีก็เชิญสวยกันตามสบายเลย…
    
       แบบนี้แล้วชุดสวยตัวโปรดก็ยังอยู่ให้เราใส่ในบ้าน แล้วเริ่มหาชุดนอกบ้านที่เรียบร้อยมากขึ้นตามลำดับ หมายถึงว่า ยิ่งซื้อตัวใหม่ ก็ยิ่งเรียบร้อย ... สักพักนึง เราจะพบว่าตู้เสื้อผ้าเราเต็มไปด้วยชุดเรียบร้อย ทีนี้พอจะออกไปไหนก็มีแต่ชุดเรียบร้อยให้เลือก ไม่ต้องเลือกนาน ไม่ต้องตัดใจกับชุดหวานตัวโปรด ... เป็นวิธีง่ายๆ ที่ได้ผลระยะยาวจริงๆ นะ ^^
    
    
หวังว่าบันได 3ขั้นนี้ คงไม่ลำบากเกินเริ่มต้นสำหรับพี่น้องมุสลิมะฮฺที่ต้องการคลุมฮิญาบ และสำหรับพี่น้องมุสลิมะฮฺที่คลุมฮิญาบแล้วแต่ยังติดสวย ... ขอฝากอีกนิดนึงว่าตลอดการก้าวเดินของเรา ให้ควบคู่ด้วยความพยายามและตั้งใจจริง พร้อมการวิงวอนขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ รำลึกเสมอว่า เราเป็นเพียงบ่าวผู้อ่อนแอ ที่หวังทางนำจากพระองค์

-----------------------------------------------------------------------
http://webboard.yenta4.com/uploads/2009/08/03/20059-attachment.jpg

   สะพานลอย

สภาพยามเย็นหลังเลิกเรียนเป็นเรื่องปกติที่ฉันเจอมันทุกสุดสัปดาห์
ฮิญาบผืนยาวคลุมร่างที่อยู่คู่กับชุดกระโปรงสีดำและผ้าปิดหน้า
มันไม่เคยพลาดที่จะโบกพลิ้วเล่นสายลมอย่างสนุกสนาน
ไม่ว่าฉันจะเดินฟังเครื่องเล่น mp3 ที่เปิดบรรยายเสียบหูอยู่ข้างหนึ่ง
ยืนรอรถเมล์ หรือก้าวลงจากรถเมล์อย่างรวดเร็วเพราะเสียงเร่งเครื่องบังคับ
มันก็ไม่เคยพลาดที่จะทำหน้าที่ของมันอย่างดี
แถมยังมีคู่หูของมันคือ เจ้าชุดกระโปรงยาว ที่ฉันต้องคอยระวังไม่ให้เหยียบ
เมื่อบวกกับกระเป๋าถือสีดำใบใหญ่ที่บรรจุตำราคู่กายแล้ว
มันก็ดูจะเป็นภาระหลายอย่างจัง
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่ารำคาญอะไรหรอกนะ เพราะนี่คือฮิญาบที่ฉันน้อมรับ
ฉันกลับมองว่ามันคือการฝึกให้เราแก้ปัญหาซะอีก
มาถึงเส้นทางเดิม...
ฉันก้าวลงจากรถแล้วจะข้ามสะพานลอยเพื่อกลับบ้าน
ดูจะเหมือนกับทุกครั้ง แต่ต่างกัน...
แน่นอนว่าฉันต้องถกกระโปรงขึ้นมานิดนึงขณะก้าวขึ้นสะพานลอย
เพราะความปลอดภัยในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ
ฉันก็ทำเช่นนี้ทุกครั้ง และไม่มีปัญหาอะไร
แต่วันนี้ ฉันรู้สึกว่ามีคนกำลังขึ้นสะพานตามหลังมา
และคิดว่าเขาคือผู้ชายที่ลงจากรถเมล์มาพร้อมกัน
ยิ่งแย่กว่านั้นคือ ฉันรู้สึกว่าเขากำลังมอง และเขาต้องเห็นอะไรแน่
เพราะฉันอยู่ข้างหน้า และกำลังยกให้ชายกระโปรงสูงขึ้น
แต่ฉันก็ตั้งสติไม่ให้ตระหนกเกินไป
เมื่อเดินทิ้งห่างจากเขามาพอควร ฉันจึงตัดสินใจหันกลับไปมอง
ใช่! เป็นผู้ชายจริงๆ และเขาก็เห็นด้วยตอนที่ฉันดึงกระโปรงขึ้น
ฉันเห็นสีหน้าเขาผิดหวังเล็กๆ แล้ว...
ก็อดขำไม่ได้ว่า เขาเห็นกางเกงขายาวที่ฉันใส่ไว้ข้างในจริงๆ ด้วย!
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ใส่กางเกงไว้ข้างใน ปลอดภัยกว่า

-------------------------------------------------------

ชีวิตโสด...


มุอ๊าซ :      ผมเรียนจบวิศวะ อิเล็คฯ ลาดกระบัง ตอนนั้นทำงานอยู่ที่ระยอง    
นัสรีน :      ก่อนเกิดเหตุการณ์ตอนนั้น กำลังเรียนอยู่ปี 3ธรรมศาสตร์ อยู่หอที่รังสิต

อะไรทำให้คิดว่าพร้อม (แต่งงาน) แล้ว?
มุอ๊าซ :      ผู้ใหญ่ที่บ้านกระตุ้น ตอนนั้นผมก็ทำงานแล้ว คิดว่าพร้อมแล้ว

เลือกยังไง?
มุอ๊าซ :      คุยปรึกษากับคนที่บ้าน ตอนนั้นตั้งเกณฑ์ไว้ 2ข้อ คือ ปิดหน้าและเป็นที่ยอมรับของคนในบ้าน
           
ไม่ได้คบกันมาก่อน?

นัสรีน :      เคย เห็นหน้ากันสมัยเรียนหนังสือตอนเด็กๆ แต่ไม่ได้รู้จักคุ้นเคยอะไรเพราะรุ่นห่างกันมาก หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกัน พี่มุอ๊าซเค้ามาเจอเราอีกทีตอนไปเรียนภาษาอาหรับที่ศูนย์บริการวิชาการ แต่เราก็ไม่เห็นพี่เค้า ตอนที่ไปที่บ้านเค้าก็ยังไม่เอะใจ แถมพี่ชายเราก็ปิดปากเงียบ (เก็บความลับดีมาก 55) เรารู้เรื่องก็ตอนพี่เค้าจะบุกมาขอที่บ้านแล้ว
มุอ๊าซ :      เริ่ม แรกได้ส่งข่าวให้พี่ชายนัสรีนรู้ (แต่ยังไม่บอกเจ้าตัว) พอดีปีนั้นออกอีดที่บ้านผม เลยเชิญครอบครัวเค้ามาที่บ้าน ให้แม่และพี่สาวช่วยกันหาข้อมูลทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็คือคุยและสังเกตจากเจ้าตัวเองเลย ส่วนทางอ้อมก็สอบถามจากญาติพี่น้องและคนรู้จัก หลังจากนั้นพอที่บ้านผมตกลงกันว่าจะขอ ก็ส่งข่าวว่าจะขอไปเยี่ยมครอบครัวนัสรีน ซึ่งพอไปจริงๆ แล้วก็สู่ขอในวันนั้นเลย แต่ฝ่ายหญิงก็ยังไม่ตอบรับทันที

ขอแล้วก็คบกันได้?
มุอ๊าซ :      หลัง จากนั้นผมก็ไปเยี่ยมที่บ้านนัสรีนอีกหลายครั้ง มีของติดไม้ติดมือไปบ้าง ไปพูดคุยกับพ่อแม่ให้ฝ่ายหญิงได้เก็บข้อมูลเรา เวลาไปไม่เคยคุยกันเอง  ก็เลยไม่ต้องพูดถึงคุยโทรศัพท์หรือไปไหนมาไหนด้วยกัน ไม่มีแน่ๆ ... ประมาณ 6เดือนต่อมา (ขอสารภาพว่าระยะเวลาอาจคลาดเคลื่อน เพราะจำไม่ได้) ฝ่ายหญิงตอบตกลง ก็มาคุยกันที่บ้านผมนัดหมายวันนิกะฮฺหลังนัสรีนเรียนจบ

ทำไมถึงเป็นคนนี้?

นัสรีน :      ช่วง ที่พี่เค้าจะเข้ามา เราก็สอบถามข้อมูลจากคนรู้จัก ยังไม่ได้รายละเอียดอะไรมาก แต่หลังจากที่พี่มุอ๊าซมาขอ เราก็ส่งคำถามให้พี่ชายไปสัมภาษณ์ พี่เค้าอัดเทปตอบกลับมา ถามเรื่องกิจวัตรประจำวัน อาม้าลต่างๆ และวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการวางแผนในอนาคตสำหรับครอบครัว อีกหลายๆ เรื่องที่ทำให้เห็นมุมมองของพี่เค้า ตรงนี้ได้ข้อมูลเยอะมาก ประกอบกับข้อมูลที่พ่อแม่และพี่ชายช่วยกันหามา ตลอดเวลาก็พยายามละหมาดอิสติคอเราะฮฺ  เรื่อยๆ ทำให้เรามอบหมายต่ออัลลอฮฺมากขึ้น
ตอน นั้นเราได้ข่าวว่าเหมือนจะเข้ามาขอมากกว่าหนึ่งคน แต่เหตุผลที่เลือกพี่มุอ๊าซ คือ เป็นคนเดียวที่พ่อแม่เราพอใจและสนับสนุน เป็นเหตุผลหลัก ประกอบกับเหตุผลอื่นๆ ที่เราได้สัมภาษณ์ สอบถามจากคนข้างเคียงของเราและของพี่เค้าได้ข้อมูลมาว่าเป็นคนดี เราฝันว่าได้แต่งงานกับพี่เค้า  (พร้อมกับรู้สึกดี) ตลอดจนขั้นตอนต่างๆ ในกระบวนการมาขอมันง่ายดายมาก เหมือนกันกับที่เราขอดุอาอฺไว้ว่า ถ้าใครเป็นคนที่อัลลอฮฺเลือกให้เรา ขอให้เค้ามาขอคนแรก ให้ขั้นตอนต่างๆ ง่ายดาย และเราอยากได้ความฝันเป็นสัญญาณชัดๆ ... รู้สึกหลายๆ อย่างมันฟ้องว่า “คนนี้แหล่ะ”

มะฮัรแพง?
นัสรีน :      เรา อยากไปทำฮัจญ์ นี่คือเหตุผลนึงที่อยากเรียนจบเร็วๆ เพราะถ้าจบสี่ปีเต็มช่วงไปทำฮัจญ์ก็อาจตรงกับสอบ แต่ถ้าจบเร็วก่อนเทอมนึงก็ไม่ติดสอบแน่ๆ พอวันนั้นคุยกันก็เลยเสนอมะฮัรเป็นเรื่องนี้ ตอนแรกเราก็รู้สึกว่ามันแพงไป เราอยากเป็นเจ้าสาวที่มะฮัรถูก แต่พอทางพี่เค้าบอกว่ายังไงหลังแต่งก็จะพาไปอยู่แล้ว เราก็เลยตกลงตามนั้น ... พอตอนหลังมาคุยกันก็คิดว่าดีแล้วที่รีบไปทำฮัจญ์ตั้งแต่ตอนนั้น ไม่อย่างนั้นคงต้องรอจนลูกโตกว่าจะได้มีโอกาสอีก

วันแต่ง...  
นัสรีน :      อัล ฮัมดุลิลลาฮฺ งานแต่งงานเหมือนอย่างที่เราตั้งใจไว้ คือเห็นตัวอย่างจากคู่ของเชคริฎอและพี่อัสนา แยกหญิงชายคนละที่เลย เราประทับใจงานนั้นมาก พอดีว่าเจ้าบ่าวของเราก็คือน้องชายพี่อัสนา งานเลยออกมารูปแบบเดียวกัน ที่บ้านหลังเดียวกัน มีพิเศษอีกหน่อยเพราะแต่งพร้อมกัน 3คู่เลย

รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่?
นัสรีน :      เรา ไม่เคยคบกันก่อนแต่ง สัมพันธ์ของเราเริ่มตั้งแต่ผ่านพิธีนิกะฮฺ คิดว่าตั้งแต่ตอนนั้นล่ะที่อัลลอฮฺทรงให้เรารักกัน รู้สึกเลยว่าเป็นจริงตามที่พระองค์บอกในอัลกุรอานว่ารักที่แท้จริงเกิดขึ้น หลังแต่งงาน เราอาศัยการปรับตัวและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เมื่อเป้าหมายของเราเป็นหนึ่งเดียว มีปัญหาอะไรก็พูดคุยกันง่าย ตอนนี้พระองค์ทรงให้มีลูกชายคนหนึ่ง เค้าเหมือนเป็นเครื่องเชื่อมโยงให้สัมพันธ์ของเราแน่นแฟ้นขึ้น แม้จะมีเรื่องวุ่นๆ ให้หงุดหงิดใจมากขึ้น แต่เราก็พบความสุขกายและความสงบในหัวใจที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เรา อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

-----------------------------------------------------------------------------

http://pirun.ku.ac.th/~b4908320/muslimah.jpg

ความรัก - อิบาดะฮฺของหัวใจ

   ความรักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจทุกดวง แต่แตกต่างกัน  เพราะมนุษย์แต่ละคนรู้จักและคิดกับมันไม่เหมือนกัน
บาง คนมองความรักเป็นเรื่องไม่สำคัญในชีวิต ไม่สนใจที่จะเรียนรู้และควบคุมมัน โดยอาจลืมไปว่าความรักเกี่ยวพันกับชีวิตเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  บางคนมองความรักเป็นเพียงสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง

โดยไม่ใยดีความรักต่อ บุพการีที่สำคัญกว่า  หลายต่อหลายคนพยายามให้คำนิยามและสร้างมาตรฐานขึ้นเพื่อควบคุมมัน แต่นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกร่างขึ้นจากมนุษย์ผู้มีข้อบกพร่อง มันจึงอ่อนแอ อ่อนไหว และโอนเอน...
ความรักของผู้ศรัทธา มิได้เป็นเพียงความหอมหวานที่กล่อมเกลาหัวใจให้เป็นสีชมพู หากแต่เป็นอิบาดะฮฺที่ขัดเกลาหัวใจมีคุณค่า
ความ รักอันดับแรกของผู้ศรัทธาซึ่งได้มอบให้กับอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาล ผู้ทรงสูงส่ง นั้นเป็นแนวทางสำหรับความรักรูปแบบอื่นๆ ซึ่งจะไม่มีวันหลง
ผู้ศรัทธาที่รักอัลลอฮ ฺย่อมรู้ว่าเขาต้องรักใครอีกบ้างเพราะอัลลอฮฺทรงสั่งใช้  เขาจะไม่บกพร่องต่อบุคคลที่สมควรได้รับความรัก
อัน ได้แก่ บรรดานบี บุพการี สามี-ภรรยา ลูกหลานเครือญาติ และพี่น้องมุสลิม  และไม่ว่าเขาจะมีความรักต่อตัวเอง สัตว์ หรือสิ่งของใดก็ตาม
เขาก็จะเรียนรู้ที่จะจำกัดให้ความรักเหล่านั้น อยู่ในขอบเขตที่อัลลอฮฺทรงอนุมัติ
ซึ่งเป็นขอบเขตที่สมดุล

เกาะฎออฺ เกาะดัร - กำหนดที่ลงตัว

   หากมนุษย์คนหนึ่งถูกให้เกิดมา พร้อมกับกำหนดทุกอย่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นั่นย่อมเป็นการบั่นทอนกำลังใจเป็นที่สุด เพราะเขาไม่ได้รู้สึกเลยว่าชีวิตเป็นของตัวเอง เขาไม่มีสิทธิ์คิดหรือตัดสินใจอะไรเลย
   ในทางกลับกัน หากมนุษย์คนหนึ่งถูกให้เกิดมาพร้อมกับความเป็นอิสระอย่างเต็มที่ ไม่มีอะไรถูกกำหนดไว้เลยสำหรับเขา เขาเลือกที่จะเป็นอย่างไรและตัดสินใจอะไรก็ได้ นั่นย่อมสร้างภาระเกินตัวให้กับเขาอีกเช่นกัน  เขาไม่สามารถนิ่งนอนใจได้
เพราะต้องขวนขวายหาสิ่งต่างๆ ให้กับตนเองอยู่เสมอ

โดยที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นมันเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ และจะสร้างความวุ่นวายและเดือดร้อนให้กับใครในสังคมหรือเปล่า
   แต่ในความเป็นจริง เราคือมนุษย์ซึ่งถูกให้เกิดมาด้วย “เกาะฎออฺ เกาะดัร” อันลงตัว อัลลอฮฺทรงกำหนดบางสิ่งไว้สำหรับเรา เช่น เพศ รูปร่างหน้าตา ฐานะ ฯลฯ ซึ่งผู้ศรัทธาเชื่อมั่นว่านั่นคือสิ่งที่ดีสำหรับเขา (แม้ว่าบางครั้งเขาอาจไม่ชอบมัน) นี่เป็นหลักศรัทธาที่ทำให้เรามีจิตใจสงบ
เพราะ มั่นใจว่าหากสิ่งใดเป็นริสกีที่อัลลอฮฺทรงกำหนดแก่เราแล้ว มันย่อมมาถึง แต่หากสิ่งใดที่อัลลอฮฺมิได้ทรงกำหนดแก่เราแล้ว มันย่อมไม่มาถึง

   ขณะที่อัลลอฮฺทรงกำหนดบางเรื่องไว้แล้ว พระองค์ก็ทรงให้มนุษย์มีอิสระในบางเรื่อง เช่น การตัดสินใจเลือกทำความดีหรือความชั่ว (แต่การกระทำของเราจะเกิดขึ้นได้เมื่ออัลลอฮฺทรงประสงค์) เมื่อมนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจเลือกทำดีหรือทำชั่วด้วยตนเองแล้ว การรับผลตอบแทนในโลกหน้าก็เป็นสิ่งที่เขาต้องยอมรับ

เตาบะฮฺ - ประตูแห่งความหวัง

   หากมนุษย์ถูกปิดประตูแห่งการกลับเนื้อกลับตัวเมื่อทำผิด
โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นความผิดที่ร้ายแรงแล้ว
เขาย่อมหมดกำลังใจ ไม่มีแรงฮึดที่จะเปลี่ยนแปลง
และอาจถึงขั้นรั้นทำแต่ความชั่วให้รุนแรงขึ้นอีกก็เป็นได้
   แต่อัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์กลับเนื้อกลับตัวเมื่อทำผิดพลาด พระองค์ทรงเปิดรับการกลับเนื้อกลับตัวของบ่าวเสมอ
ดังหะดีษที่ท่านนบีصلى الله عليه وسلم กล่าวว่า
“แท้จริง อัลลอฮฺจะแผ่พระหัตถ์ของพระองค์ในตอนกลางคืน เพื่อรับการเตาบะฮฺจากผู้ที่ทำบาปในเวลากลางวัน
และจะแผ่พระหัตถ์ของพระองค์ในเวลากลางวัน
เพื่อรับการเตาบะฮฺจากผู้ที่ทำบาปในเวลากลางคืน จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น”
และในอีกหะดีษหนึ่ง
“แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงรับการเตาบะฮฺของบ่าว (ทุกเวลา)
เว้นแต่ในสภาพที่วิญญาณใกล้จะออกจากร่าง”
   การเตาบะฮฺเป็นสิ่งสร้างกำลังใจให้มนุษย์ ทำให้มีแรงยืนหยัดทำความดี เพราะด้วยความอ่อนแอที่อาจพลาดพลั้งทำผิดไป เมื่อเตาบะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างจริงใจแล้ว ตราบใดที่พระองค์ยังมิทรงให้มะละกุลเมาตฺนำวิญญาณออกจากร่างไป เราก็ยังมีความหวังในการสะสมความดีให้เพิ่มพูน

อิสลาม - ระบอบชีวิตที่สมบูรณ์

   “อิสลามเป็นระบอบการดำเนินชีวิต” เป็นประโยคที่เราได้ยินกันจนชินหู และมักถูกหยิบยกมาบอกกล่าวแก่คนที่ไม่ใช่มุสลิมอยู่บ่อยๆ
ซึ่ง นอกจากพวกเขาอาจไม่เข้าใจแล้ว บางคนถึงกับส่ายหน้าเลยด้วยซ้ำ เพราะในภาพของศาสนาอื่นที่เป็นเพียงเรื่องของพิธีกรรมหรือจริยธรรม เขาจึงไม่อาจจินตนาการได้ว่าศาสนาจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
อย่างการแต่งกาย การกินอาหาร การเข้าห้องน้ำ
หรือแม้แต่เรื่องใหญ่ๆ เช่น การปกครอง ฯลฯ

   หน้าที่ของเราในฐานะมุสลิมจึงไม่ใช่เพียงพูดประโยคนี้ซ้ำๆ ให้เขาเชื่อไปเอง  ไม่ใช่การถ่ายทอดอิสลามลงในหน้ากระดาษอย่างเดียว
และไม่ใช่การเก็บประโยคนี้ไว้โดยไม่บอกกล่าวใคร ...
แต่ เรามีหน้าที่ทำความเข้าใจ ศึกษา และเรียนรู้ความเป็นระบอบชีวิตที่สมบูรณ์ของอิสลาม เก็บมาถ่ายทอดให้มันปรากฏอยู่ในการดำเนินชีวิตของเรา
ด้วยการแต่งกาย คำพูด กริยามารยาท และสิ่งต่างๆ ที่อิสลามสอน
เมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราแล้ว
การเผยแผ่อิสลามก็จะหลอมรวมอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา
นี่แหล่ะคือการประกาศว่า “อิสลามเป็นระบอบการดำเนินชีวิต” ที่แท้จริง

กุหลาบสื่อความหมาย...........



ช่อกุหลาบสื่อความหมาย
          จำนวนดอกกุหลาบในช่อก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สื่อความหมายได้เช่นกัน และในวันวาเลนไทน์หรือวันไหนๆ ถ้าคุณได้ช่อดอกกุหลาบจากใครสักคน เค้าคนนั้นอาจกำลังต้องการสื่อความหมายอะไรบางอย่างให้คุณรู้ก็เป็นได้


จำนวนดอกกุหลาบ
          1 หมายถึง รักแรกพบ
          2 หมายถึง แสดงความรู้สึกที่ดีให้กัน
          3 หมายถึง ฉันรักเธอ
          7 หมายถึง คุณทำให้ฉันหลงเสน่ห์
          9 หมายถึง เราสองคนจะรักกันตลอดไป
          10 หมายถึง คุณเป็นคนที่ดีเลิศ
          11 หมายถึง คุณเป็นสมบัติชิ้นที่มีค่าชิ้นเดียวของฉัน
          12 หมายถึง ขอให้เธอเป็นคู่ของฉันเพียงคนเดียว
          13 หมายถึง เพื่อนแท้เสมอ
          15 หมายถึง ฉันรู้สึกเสียใจจริงๆ
          20 หมายถึง ฉันมีความจริงใจต่อเธอ
          21 หมายถึง ชีวิตินี้ฉันมอบเพื่อเธอ
          36 หมายถึง ฉันยังจำความหลังอันแสนหวาน
          40 หมายถึง ความรักของฉันเป็นรักแท้
          99 หมายถึง ฉันรักเธอจนวันตาย
          100 หมายถึง ฉันอุทิศชีวิตนี้เพื่อเธอ
          101 หมายถึง ฉันมีคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น
          108 หมายถึง คุณจะแต่งงานกับฉันไหม
          999 หมายถึง ฉันจะรักคุณจนวินาทีสุดท้าย